Marens Garden

มาเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงและที่อยู่ของเราไปพร้อมๆ กันเถอะ

Cats

สัตว์เลี้ยงเปรียบเสมือนสมาชิกอีกคนในครอบครัวของเรา เพราะพวกเขาสามารถเป็นเพื่อนเล่นคลายเหงาคอยอยู่เคียงข้างเวลาที่ไม่เหลือใคร หลายๆ บ้านนิยมเลี้ยงสัตว์ในระบบปิดมากยิ่งขึ้น เพราะจะได้ใกล้ชิดกับสัตว์เลี้ยงตลอดเวลา แต่ปัญหาที่ตามมาคือสุขอนามัยและสภาพแวดล้อมของบ้าน เพราะพวกสัตว์เลี้ยงนั้นไม่เข้าใจว่าของชิ้นไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ ขอแค่ได้เล่นหรือเคี้ยวให้หายหมั่นก็เป็นพอ นอกเหนือจากการดูแลความเป็นอยู่ของพวกน้องหมาน้องแมวแล้ว เจ้าของบ้านจึงควรที่จะเอาใจใส่สภาพแวดล้อมของบ้านด้วย โดยอาจมีวิธีในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อมของบ้านดังต่อไปนี้

เก็บของจำพวกกระดาษให้ห่างไกลจากสัตว์เลี้ยง

ไม่ว่าจะเป็นสมุด หนังสือ เอกสารสำคัญต่างๆ หรือรวมไปถึงกระดาษชำระ มักเป็นที่โปรดปรานของน้องหมาน้องแมวยิ่งนัก พอเผลอแล้วรู้ตัวอีกทีอาจกลายเป็นเพียงเศษกระดาษชิ้นเล็กๆ ทางที่ดีเจ้าของบ้านจึงควรมีตู้เก็บหนังสือที่มีประตูปิดมิดชิดหรืออาจเลือกซื้อกล่องเก็บของราคาไม่แพงแทนก็ได้

เก็บขยะไปทิ้งให้เรียบร้อยทุกครั้ง

ยิ่งเป็นขยะกลิ่นแรง อาจล่อตาล่อใจสัตว์เลี้ยงได้ ตื่นเช้าขึ้นมาอีกทีอาจจะมีเศษขยะให้เก็บมากกว่าเดิม เจ้าของบ้านจึงไม่ควรที่จะปล่อยปละละเลยในเรื่องนี้ ถ้าหากสามารถเอาไปทิ้งได้ควรรีบนำไปทิ้งในทันที

กำราบอิทฤทธิ์ของสัตว์เลี้ยงด้วยการพาไปตัดเล็บ

เฟอร์นิเจอร์อาจมีรอยขีดข่วนหรือถึงขั้นขาดเหวอะหวะได้ เพราะสัตว์เลี้ยงนั้นชอบนักที่จะไปลับเล็บใส่เฟอร์นิเจอร์เราถึงแม้จะมีที่ลับเล็บแยกต่างหากแล้ว อีกทางหนึ่งที่แนะนำคือการพาสัตว์เลี้ยงไปตัดเล็บให้หายคม นอกจากช่วยป้องกันเฟอร์นิเจอร์แล้ว ก็ยังถือเป็นดูแลความสะอาดเรียบร้อยของเล็บสัตว์เลี้ยงไปในตัวอีกด้วย

หมั่นดูแลความเรียบร้อยของห้องน้ำสัตว์เลี้ยงให้ดี

แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าหากเจ้าของสัตว์เลี้ยงขี้เกียจแล้วผัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมทำความสะอาดห้องน้ำของน้องหมาน้องแมวดีๆ ล่ะก็ วันดีคืนดีเด็กๆ อาจไปใช้มุมใดมุมหนึ่งของบ้านเราเป็นห้องน้ำใหม่ เมื่อถึงตอนนั้นงานเข้าแน่นอน แม้แต่เราก็ไม่ได้ชอบห้องน้ำสกปรก สัตว์เลี้ยงเองก็ด้วย การหมั่นดูแลในจุดนี้นอกจากจะเป็นการเอาใจเขามาใส่ใจเราแล้ว ก็จะทำให้สภาพแวดล้อมของบ้านเราดีขึ้นด้วย

จะเห็นได้ว่าบางทีการที่เราเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงนั้น มันก็หมายถึงการที่เราดูแลเอาใจใส่บ้านของเราด้วยเช่นกัน  รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมหันมาใส่ใจสภาพแวดล้อมเพื่อประโยชน์ต่อคนในครอบครัวของเรากันด้วยนะคะ

9 วิธีการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้เข้ากับชีวิตที่เร่งรีบ

เชื่อว่าหลายคนต้องพบกับรูปแบบการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ไม่ว่าจะเป็นมีนัดประชุม ส่งลูกไปโรงเรียน รวมไปถึงการทำภารกิจพิเศษที่อาจจะเข้ามาในช่วงเวลาไหนก็ได้หรือที่เราเรียกกันแบบบ้านๆว่า “งานเข้า” นั่นเอง จึงอาจทำให้เราลืมไปว่าการดูแลสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่เรียบง่าย เมื่อท่านผู้อ่านได้ปฏิบัติตามทิปในการรับประทานอาหารและเอาวิธีง่ายๆไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันจะช่วยให้ท่านมีสุขภาพดี , ระบบเผาผลาญทำงานตามปกติ , คุมน้ำหนักตัวได้ง่าย สมองไม่เบลอและมีพลังงานเหลือเฟือสำหรับทำภารกิจต่างๆให้ลุล่วงอย่างแน่นอน

 

1.ห้ามงดอาหารเช้าโดยเด็ดขาด

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญกับการรักษาระดับพลังงานในร่างกายอย่างมากและยังช่วยควยคุมระดับปริมาณน้ำตาลในเลือดด้วย ควรหลีกเลี่ยงเมนูที่อุดมไปด้วยน้ำตาลและมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่มากเกินไป เพราะมันจะทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งขึ้นลงเหมือนรถไฟเหาะเลยทีเดียว

ตอนเช้าควรทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex carbohydrate) เช่น ข้าวโอ๊ต , ซีเรียล , ผัก , ผลไม้ เป็นต้น นอกนั้นยังควรทานอาหารที่มีไฟเบอร์ อาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน และอาหารที่ให้ไขมันดี

 

2.คุณไม่จำเป็นต้องพึ่งกาแฟเสมอไป

การดื่มกาแฟที่มากเกินไปจะทำให้ตับทำงานหนักและทำให้ร่างกายขาดน้ำรวมไปถึงเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ที่น่าเป็นห่วงคือบางคนดื่มกาแฟทั้งวันจนเป็นนิสัยควรพยายามจำกัดปริมาณการดื่มกาแฟ เพราะที่ผ่านมาก็มีตัวอย่างคนที่ดื่มกาแฟมากเกินไปจนร่างกายได้รับคาเฟอีนสูงเกินจนต้องหามเข้าโรงพยาบาลมาแล้ว ร่างกายคนเราไม่ควรได้รับคาเฟอีนเกิน 200-300 มิลลิกรัม

 

3.ดื่มน้ำให้เพียงพอ

มันง่ายมากเลยหากเราจะพกน้ำใส่กระป๋องหรือขวดติดตัวไปด้วยทุกที่ ร่างกายคนเราต้องการน้ำ 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำที่เพียงพอจะช่วยรักษาระดับพลังงานของร่างกายให้คงที่ , ลดความหิว , ช่วยเรื่องระบบการย่อยอาหาร แถมยังส่งผลต่อสุขภาพจิตช่วยให้เรารวมสมาธิได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

 

4.ไมโครเวฟคือเพื่อนที่แสนดีของคุณ

การเรียนรู้การทำอาหารด้วยไมโครเวฟจะสามารถประหยัดเวลาในการทำอาหารได้มาก ปัจจุบันในอินเตอร์เน็ตมีเมนูอาหารที่ทำจากไมโครเวฟที่หลากหลายไม่ได้น่าเบื่อเหมือนเมื่อก่อนแล้วแถมยังมีเมนูสุขภาพอีกด้วย ที่สำคัญคือเราสามารถใช้ไมโครเวฟสองเครื่องหรือมากกว่านั้นพร้อมกันได้ในกรณีที่มีสมาชิกในบ้านหลายคนจริงๆ

 

5.ลดปริมาณอาหารสำเร็จรูป

อาหารสำเร็จรูปส่วนใหญ่จะมีโซเดียมเยอะมากเกินไป นอกนั้นยังมีสารกันบูด และบางเมนูก็มีน้ำตาลที่มากเกินไปอีกด้วย เพราะถ้าหากมีรสชาติเค็มน้อยหวานน้อยก็คงขายไม่ออก ควรจำกัดปริมาณและรับประทานเป็นบางครั้งเท่านั้น และต้องอ่านฉลากก่อนที่จะซื้อมาด้วย

 

6.ทำอาหารที่ใช้ส่วนผสมเพียง 3 อย่าง

ถ้าหากไม่มีเวลาจริงไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารมื้อใดก็ตาม ในเวลาเร่งด่วนเราอาจทำแซนวิสที่ทำจากขนมปังครัวซองต์หรือทำแฮมเบอร์เกอร์ , สลัดหรือบาร์บีคิว ซึ่งเมนูเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถใช้วัตถุดิบที่เตรียมไว้ล่วงหน้าเอามาทำได้เลยและในอินเตอร์เน็ตก็มีตัวอย่างเมนูเยอะแยะมากมาก ลองค้นในกูเกิ้ลว่า “3-ingredient meals” ดูสิท่านจะพบเมนูน่าทานเต็มไปหมด

 

7.ทำอาหารประเภทซุปไปเลย

นอกจากเมนูซุปจะเป็นหนึ่งในเมนูอาหารสุขภาพที่ดีที่สุดแล้ว ยังใช้เวลาลงมือทำและใช้ต้นทุนน้อยมากอีกด้วย นอกนั้นเรายังสามารถเตรียมวัตถุดิบเอาไว้ล่วงหน้าในตู้เย็น และถ้าหากต้องทำให้คนหลายคนรับประทานละก็สามารถทำพร้อมกันได้ในหม้อเดียวแล้วตักเสิร์ฟได้เลย พร้อมกับเครื่องดื่มที่เตรียมรอไว้ในตู้เย็นแล้วเช่นกัน ประหยัดเวลาสุดๆ

 

8.ทำอาหารกล่องเตรียมไว้ล่วงหน้า (Meal Prep)

ถือว่ากำลังเป็นกระแสยอดนิยมในตอนนี้เพราะไม่ว่าจะเป็นคนที่ควบคุมน้ำหนักหรือนักกีฬาต่างก็นำเสนอการเตรียมอาหารกล่องล่วงหน้าหรือที่เรียกกันว่า “Meal Prep” แสดงให้ดูทางวีดีโอในเว็บยูทูปอยู่เต็มไปหมด เราสามารถเตรียมอาหารเช้าไว้ล่วงหน้าหรือจะเตรียมเผื่อไว้ทั้งสัปดาห์เลยก็ยังได้

 

9.จงเลือกอาหารที่คุณภาพเป็นหลัก

ต้องมั่นใจว่าอาหารแต่ละมื้อของเราเต็มไปด้วยสารอาหารที่ร่างกายต้องกายในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงน้ำตาลรวมไปถึงอาหารที่ให้พลังงานมากเกินความจำเป็น และจงจำไว้ว่าเราต้องเติมพลังให้กับทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อที่จะประสบความสำเร็จมากขึ้น

 

สุดท้ายนี้ไม่ว่าคุณจะงานยุ่งขนาดไหนอย่าลืมหาโอกาสเดินและพูดคุยกับเพื่อนร่วมงานด้วยนะ คนเราควรจะเดินอย่างน้อยวันละ 10,000 ก้าว และก็ควรมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอยู่ตลอดอย่างน้อยๆก็ยิ้มพูดทักทายระหว่างเดินผ่านกันบ้างก็ยังดี ที่สำคัญคือไหนๆก็ออกมานอกบ้านแล้วก็ควรหาทางออกกำลังกายที่ฟิตเนสใกล้ที่ทำงานจะประหยัดเวลาได้เยอะทีเดียว

7 เรื่องที่คุณควรต้องรู้ก่อนที่จะมีอายุถึง 30 ปี

ในการที่คนเราจะอยู่รอดในสังคมยุคปัจจุบันการมีความสามารถในการทำงานหรือการเรียนนั้นคงยังไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตประจำวัน คุณจำเป็นต้องมี “Mindset” ที่ถูกต้องในการดำเนินชีวิตด้วย ซึ่งสิ่งดีๆที่เราได้รวมมาให้อ่านกันในวันนี้ อาจะเป็นบางสิ่งที่หลายคนไม่เคยถูกสอนหรือไม่เคยรู้มาก่อนด้วยซ้ำไป ซึ่งการเรียนรู้สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความได้เปรียบ เพิ่มความรู้สึกมั่นใจและไว้ใจตัวเอง

1.คุณอยากจะทำอะไรก็ได้ในชีวิตนี้

ไม่ว่าคุณจะอยากทำหรืออยากเป็นอะไร มันย่อมจะมีวิธีการแบบเป็นขั้นตอนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ถ้าหากมันเคยมีคนทำสำเร็จมาแล้วก็จงมองเขาเป็นเหมือนกับพี่เลี้ยงและลงมือทำโดยดูเขาเป็นตัวอย่างและเดินตามรอยเท้าของเขา แต่ถ้าเป็นสิ่งที่ยังไม่เคยมีใครลงมือทำมาก่อนก็ต้องคอยบันทึกเอาไว้ว่าวิธีไหนได้ผลและวิธีไหนที่ใช้ไม่ได้

2.ถ้าอยากประสบความสำเร็จจงหาทางไปรวมกลุ่มกับคนที่ประสบความสำเร็จ

สิ่งที่คุณคิด ไอเดียและการพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของคุณ การใช้ชีวิตหรือการคลุกคลีกับผู้ประสบความสำเร็จจะเป็นตัวช่วยในการเปลี่ยนแปลง “Mindset” ของคุณให้เหมือนกับพวกเขา การได้รับคำแนะนำจากคนที่ประสบความสำเร็จก็จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น คงเคยได้ยินประโยคนี้มาก่อนใช่มั๊ยว่า “เราคือค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด”

3.ไม่มีเวทย์มนต์ในชีวิตจริง

ไม่เคยมีใครรวยได้ในข้ามคืน คนที่สามารถหาเงินได้นั้นคือคนที่รู้ว่า “เงินคือรางวัลที่จะได้รับจากการนำเสนอสินค้าและบริการที่คนต้องการ หรือการช่วยคนแก้ปัญหาที่เขาแก้เองไม่ได้” คุณจะทำเงินได้มากหรือน้อยมันขึ้นอยู่กับระดับประสบการณ์ของคุณซึ่งจะถูกนำมาใช้เป็นตัวกำหนดมูลค่าของสินค้าและบริการ

4.จงยึดมั่นในสิ่งที่คุณรู้ว่ามันถูกต้อง

มันจะต้องมีบางช่วงเวลาที่คุณไม่เห็นด้วยกับผู้อื่นซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นฝ่ายผิด บางครั้งคนหลายคนก็สามารถคิดผิดพร้อมๆกันได้ และคุณไม่จำเป็นจะต้องให้ใครเห็นด้วยถ้าหากคุณจะลงมือทำให้สิ่งที่มันถูกต้อง

5.การเสียสละตัวเองมันไม่เวิร์ค

หัวหน้าของคุณอาจจะขอร้องให้คุณทำงานทั้งคืนเพื่อให้เขาได้มีเรื่องนำเสนอในที่ประชุมในวันถัดไป ถ้าหากมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานๆครั้งก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แต่ถ้าเขาให้คุณทำแบบนี้ทุกอาทิตย์และไม่ยอมปล่อยให้คุณมีเวลาไปจัดการเรื่องอื่นในชีวิตเลยก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดจรรยาบรรณ และตัวคุณเองก็ทำเรื่องผิดจรรยาบรรณด้วยเช่นกันที่ยอมทำงานให้กับคนที่มีทักษะวางแผนการทำงานที่ไม่ได้เรื่อง

 

 

6.มีบางอย่างที่โรงเรียนไม่ได้สอน

โดยเฉพาะเรื่องเงินพวกเขาไม่เคยสอนว่าเงินทวีคูณได้ พวกเขาไม่เคยบอกว่าเงินทำงานได้ และที่สำคัญการเข้าโรงเรียนก็ไม่ได้เวิร์คสำหรับคนทุกคน โรงเรียนนั้นมอบข้อมูลและความรู้ให้กับคนมากมายแต่ก็มีคนส่วนน้อยที่กล้าจะตั้งคำถามว่า “วันข้างหน้าฉันจะได้ใช้มันหรือไม่”

7.ศัตรูของคุณมักคาดว่าคุณจะทำร้ายเขามากกว่าที่จะรู้สึกเห็นอกเห็นใจ

มันต้องมีบางครั้งแหละที่คุณจำเป็นต้องจัดการกับใครสักคนเพื่อยับยั้งไม่ให้เขาไปทำร้ายสร้างความเสียหายแก่ผู้อื่นต่อไป แต่การใช้ความเห็นอกเห็นใจและการติดต่อสื่อสารจะสามารถทำและส่งผลลัพธ์ในสิ่งที่การใช้กำลังทำไม่ได้ การระงับความโกรธและพยายามใช้วิธีพูดคุยนั้นให้ผลลัพธ์ที่ดีมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ผลแต่มันก็จะแสดงถึงพลังในตัวคุณ และคุณจำเป็นต้องมีพลังแบบนี้เพื่อที่จะยกระดับตัวเองให้เหนือกว่า